กระแสแห่งโพธิญาณ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ (คาถาบูชานะโมโพธิสัตโต พรหมปัญโญ) หลวงปู่ดู่กับหลวงปู่บุดดา ครั้งหลวงปู่บุดดาไปเยี่ยมอาการอาพาธหลวงปู่ดู่ ครั้งหนึ่งเมื่อหลวงปู่บุดดาท่านไปเยี่ยมอาการอาพาธของหลวงปู่ดู่ หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข จ.สิงห์บุรีได้กล่าวกับท่านไว้ว่า “วันนี้ ผมนำมงกุฎพระพุทธเจ้ามามอบให้คุณ นิมนต์อยู่ต่อเถิด ถ้าไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร ที่คุณปรารถนานั้นน่ะ สำเร็จแน่ ต่อไปคุณจะได้เป็นพระพุทธเจ้า” ปกติ หลวงปู่บุดดาท่านมักจะพกกระป๋องแป้งติดตัวอยู่เสมอเพื่อประทานให้แก่ ญาติโยมที่ไปกราบนมัสการ เมื่อหลวงปู่บุดดาและหลวงพ่อต่างกราบกันและกันเสร็จเรียบร้อยแล้วหลวงปู่บุด ดาท่านได้ประทานแป้งใส่มือหลวงปู่ดู่ หลวงปู่ดู่ท่านรับมาแล้วนำมาทาบนศรีษะ มีญาติโยมที่นั่งอยู่ด้วยเรียนถามหลวงปู่ดู่ว่า ทำไมจึงนำแป้งไปทาบนศรีษะ ท่านตอบว่า "ของพระอรหันต์ให้ แกจะให้เอาไปทาที่ไหนละจึงจะสมควร เดี๋ยวจะกลายเป็นความไม่เคารพ นอกจากบนหัวของเรา" สังฆัง สรณัง คัจฉามิ พระอริยะสงฆ์เป็นสรณะที่พึ่งคนโบราณจึงถือว่าพระรัตนตรัยอยู่เหนือเศียรเหนือเกล้าด้วยเหตุผลฉะนี้ เมตตาหลวงปู่ / หลวงปู่ครั้งครูบาบุญชุ่มมานมัสการเหตุเพราะมีภิกษุรูปหนึ่งไปสอนท่านในสมาธิท่านจึงตามมาจนเจอเข้ากับหลวงปู่ดู่ และได้ทราบว่าเเท้จริงแล้วเป็นท่านนั้นเอง เรื่องราวภูเขาบุญประสปการ์ณ ท่าน พ.ธรรมรังษีครั้งไปนมัสการหลวงปู่ดู่ วัน หนึ่งข้าพเจ้าได้ไปเที่ยว วัดสะแก จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นครั้งแรกในชีวิต ราวปี พ.ศ. 2538 ได้ไปประสบพบเห็นในสิ่งที่เหลือเชื่อ เหนือคำบรรยายสุดที่จะเอ่ยอ้างได้หมดจะขอเล่าสั้น ๆ ไว้ดังนี้ ก่อนที่ข้าพเจ้าจะได้เข้าไปในเขตของวัดสายตาของข้าพเจ้าก็ได้เหลือบไปเห็น สิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งกำลังลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือวัดสะแก มีลักษณะเป็นพระเจดีย์สีทองสว่างไสว ลอยเด่นเป็นสง่าอยู่อย่างใหญ่โตมโหฬารคล้ายกับพระธาตุดอยสุเทพอย่างไรอย่าง นั้น (ใครที่เคยไปเห็น คงจะพอนึกออก) แต่ข้าพเจ้าก็เงียบไว้ไม่ได้บอกใครที่ไปด้วยกันในวันนั้น กลัวเขาจะหาว่า บ้า! นั่นเอง ภายหลังได้เจอกับอาจารย์ศุภรัตน์ แสงจันทร์ ศิษย์ก้นกุฏิของหลวงปู่ดู่ จึงได้ถามท่าน ท่านก็เฉลยให้ฟังว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็นนั้นมีอยู่จริง เรียกว่า “ภูเขาบุญ” หลวงปู่ท่านทำเอาไว้ เพื่อให้เทวดา มาร พรหม และสัมภเวสีทั้งหลาย รวมทั้งวิญญาณต่าง ๆ จะได้มานมัสการกราบไหว้เพื่อบังเกิดบุญกุศลโดยทั่วกัน ทั้งยังอธิษฐานให้อยู่ค้ำจุนพระพุทธศาสนาสืบต่อไปตราบสิ้นพุทธันดรอีกด้วย นับเป็นความมหัศจรรย์ล้ำลึกที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนาโดยแท้ในเรื่องของ “พลังจิต” และที่สำคัญ ตาของข้าพเจ้าไม่ได้ฝาดไป หมายถึง ข้าพเจ้าเห็นด้วยตาเนื้อจริง ๆ ไม่ได้หลับตาเห็นแต่ประการใด พ.ธรรมรังษี ความ จริงเรื่องความลึกลับซ่อนเร้นในพระพุทธศาสนานั้น มิใช่ว่าเพิ่งจะเกิดมีขึ้นมาก็หาไม่ แต่มีมานานแล้วนานนับเป็นกัปเป็นกัลป์เป็นแสนโกฏิอสงไขยเลยทีเดียว นับแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ จำนวนมากมายหลายแสนล้านพระองค์ที่จะนับจะประมาณมิได้ “อจินไตย 4” ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ ได้แก่ 1. พุทธวิสัย เรื่องราวแห่งผู้ปรารถนาพุทธภูมิ ภาวะแห่งพระโพธิสัตว์ และรวมไปถึงอำนาจแห่งพระสัพพัญญุตญาณอันยิ่งใหญ่ไพศาล และพระมหาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรง พระคุณอันประเสริฐเลิศล้ำทั่วแดนไตรโลกธาตุอันมนุษยโลก เทวโลก มารโลก ตลอดถึง พรหมโลก ต่างก็กราบไหว้บูชาสักการะซึ่งพระพุทธคุณอันหาประมาณมิได้ เป็น “อัปมาโณ” ถือเป็นสรณะที่พึ่งอันประเสริฐสูงสุดของมงคลจักรวาลนี้เลยทีเดียว 2. ฌานวิสัย ความลึกลับซ่อนเร้นในเรื่องของ “ฌานสมาบัติ” และ “ญาณสมาธิ” รวมทั้งท่านผู้ที่ได้อภิญญาทั้ง โลกียะและโลกุตระ หรือ วิชชา 8 ประการ ที่ทรงไว้ซึ่งความสุขุมลุ่มลึกคัมภีรภาพละเอียดอ่อน และมีความวิจิตรพิสดารมาก ตามลำดับขั้นของจิตที่ทรงฌานและเต็มไปด้วยอภินิหาร คือ อำนาจของจิต ( Mind’s Potential or Will power ) 3. กรรมวิสัย ความละเอียดลึกล้ำ ในเรื่องของ “กรรมวิบาก” ที่มีผลจำแนกแตกต่างให้สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม 4. โลกวิสัย ความพิสดารในเรื่องราวของ “โลก” ทั้งของมนุษย์ เทวดา มาร พรหม และ สรรพสัตว์ ล้วนมีความแตกต่างกันออกไปทั่วแสนโกฏิจักรวาลทั้ง 4 เรื่อง 4 รสนี้ ต่างก็มีความวิจิตรพิสดารมาก ยากที่บุคคลธรรมดาจะทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ เพราะเป็นเรื่องที่พระพุทธศาสนาจัดว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรนำมาคิด จึงเรียกว่า “อจินไตย” แปลว่า ไม่ จินไตย คือ จินตนา แปลว่า ความคิด คือ ไม่ให้นำมาคิด นั่นเอง ผู้ใดนำมาคิด พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า จะเป็นผู้มีส่วนแห่งความบ้าเป็นแน่แท้ ที่มาหลวงปู่บุดดาพยากรณ์หลวงปู่ดู่ และเรื่องราวของ “ภูเขาบุญ”